วัดอรุณราชวราราม หรือที่นิยมเรียกว่า “วัดอรุณ” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และมีความสำคัญสูงสุดในยุคกรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยอยุธยา: จุดเริ่มต้น “วัดมะกอก”
• ชื่อเดิม: วัดอรุณฯ เดิมชื่อ “วัดมะกอก” เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีต้นมะกอกมาก (บางหลักฐานเรียกว่า “วัดมะกอกนอก” เพื่อแยกจาก “วัดมะกอกใน” ที่อยู่ใกล้เคียง)
• สันนิษฐานการสร้าง: ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 22 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 17)
สมัยกรุงธนบุรี: วัดในเขตพระราชวังเดิม
• เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ได้ขยายเขตพระราชวังจนรวมวัดมะกอกเข้าอยู่ในเขตพระราชฐาน
• ทรงโปรดให้เรียกว่า “วัดแจ้ง” ตามตำนานที่ว่า พระองค์เสด็จทางเรือมาถึงวัดนี้ในเวลาอรุณรุ่ง
• วัดแจ้งจึงเป็น วัดหลวงประจำพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในอยุธยา โดยในช่วงนั้น ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา
• พ.ศ. 2322 วัดนี้เคยเป็นสถานที่ ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ก่อนจะย้ายไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในรัชกาลที่ 1
สมัยรัตนโกสินทร์: การบูรณะครั้งยิ่งใหญ่
• รัชกาลที่ 1: โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัด และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม”
• รัชกาลที่ 2: ทรงริเริ่มบูรณะครั้งใหญ่ และโปรดให้ขยายองค์พระปรางค์ให้สูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิม (จากราว 16 เมตรเป็นราว 67 เมตรในช่วงต้นของการบูรณะ)
• พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งพระพักตร์เป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2
• ชื่อ “วัดอรุณ” มีความหมายถึงแสงแรกแห่งวัน หรือ เทพพระอรุณ ในคติฮินดู
• รัชกาลที่ 3: โปรดให้บูรณะต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ สมบูรณ์ด้วยการประดับองค์พระปรางค์ด้วย เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์และกระเบื้องเคลือบจากจีน ทำให้พระปรางค์มีความสูงราว 81.85 เมตร (ตามการวัดของกรมศิลปากร) กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์
องค์ประกอบสำคัญของวัดอรุณราชวราราม
• พระปรางค์วัดอรุณ: พระปรางค์องค์ประธานประดับด้วยเครื่องถ้วยเคลือบสีและลวดลายดอกไม้จากจีน ล้อมรอบด้วยปรางค์บริวารทั้งสี่องค์
• ยักษ์วัดแจ้ง: รูปปั้นยักษ์ผู้พิทักษ์วัด 2 ตน คือ
สมัยกรุงธนบุรี: วัดในเขตพระราชวังเดิม
• เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ได้ขยายเขตพระราชวังจนรวมวัดมะกอกเข้าอยู่ในเขตพระราชฐาน
• ทรงโปรดให้เรียกว่า “วัดแจ้ง” ตามตำนานที่ว่า พระองค์เสด็จทางเรือมาถึงวัดนี้ในเวลาอรุณรุ่ง
• วัดแจ้งจึงเป็น วัดหลวงประจำพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในอยุธยา โดยในช่วงนั้น ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา
• พ.ศ. 2322 วัดนี้เคยเป็นสถานที่ ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ก่อนจะย้ายไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในรัชกาลที่ 1
สมัยรัตนโกสินทร์: การบูรณะครั้งยิ่งใหญ่
• รัชกาลที่ 1: โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัด และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม”
• รัชกาลที่ 2: ทรงริเริ่มบูรณะครั้งใหญ่ และโปรดให้ขยายองค์พระปรางค์ให้สูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิม (จากราว 16 เมตรเป็นราว 67 เมตรในช่วงต้นของการบูรณะ)
• พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งพระพักตร์เป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2
• ชื่อ “วัดอรุณ” มีความหมายถึงแสงแรกแห่งวัน หรือ เทพพระอรุณ ในคติฮินดู
• รัชกาลที่ 3: โปรดให้บูรณะต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ สมบูรณ์ด้วยการประดับองค์พระปรางค์ด้วย เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์และกระเบื้องเคลือบจากจีน ทำให้พระปรางค์มีความสูงราว 81.85 เมตร (ตามการวัดของกรมศิลปากร) กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์
องค์ประกอบสำคัญของวัดอรุณราชวราราม
• พระปรางค์วัดอรุณ: พระปรางค์องค์ประธานประดับด้วยเครื่องถ้วยเคลือบสีและลวดลายดอกไม้จากจีน ล้อมรอบด้วยปรางค์บริวารทั้งสี่องค์
• ยักษ์วัดแจ้ง: รูปปั้นยักษ์ผู้พิทักษ์วัด 2 ตน คือ
• สหัสเดชะ (ยักษ์ขาว)
• ทศกัณฐ์ (ยักษ์เขียว)
ประดิษฐานคู่กันที่หน้าซุ้มประตูยอดมงกุฎ
• พระอุโบสถ: ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงามว่าด้วยพุทธประวัติ และพระประธานคือ “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก”
• พระวิหารและเจดีย์ราย: สะท้อนศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ผสมผสานอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นทั้งสัญลักษณ์ทางศิลปะ ศาสนา และประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นภาพแทน “รุ่งอรุณแห่งแผ่นดินใหม่” หลังกรุงศรีอยุธยาแตก และยังคงงดงามสง่างามริมแม่น้ำเจ้าพระยา มาจนถึงปัจจุบัน


